นานแสนนานมาแล้ว ในความเชื่อของอาซาทรู (ศาสนาโบราณที่เคยนับถือของชนในแถบสแกนดิเนเวีย ชนเหล่านี้ถูกเรียกรวมๆว่าคนเหนือ หรือ นอร์ส Norse) ได้เล่าขานถึงตำนานการกำเนิดโลกเอาไว้ว่า จอมเทพโอดิน (Odin) พระเป็นเจ้าสูงสุดแห่งสวรรค์ โอรสแห่ง เทพบอร์ (Bor) และ ยักษิณีเบสท์ลา (Bestla) ได้เป็นผู้ทรงสร้างโลกทั้งเก้า  หรือ นวภพ (The Nine Worlds) ด้วยการใช้ประโยชน์จากร่างของพญายักษ์ อีเมียร์ (Ymir) โดยได้สร้างแผ่นดินที่เป็นอาณาจักรของมนุษย์ เรียกกันว่า มิดการ์ด(Midgard) หรือ แผ่นดินที่อยู่ตรงกลางระหว่าง นิฟล์เฮม ดินแดนแห่งน้ำแข็งและมัสเปลส์เฮม อาณาจักรแห่งไฟ 

            หลังจากจอมเทพโอดีนได้สร้างดินแดนของเหล่ามนุษย์เสร็จสิ้น ก็ได้สร้างดินแดนแห่งเหล่าเทพ เทพสถาน แอสการ์ด (Asgard)  โดยได้วางมิดการ์ดซึ่งเป็นแผ่นดินของมนุษย์ไว้เป็นเขตกั้นระหว่าง แอสการ์ดของตน กับ โจตันเฮล์ม ของเหล่ายักษ์ เมื่อสร้างได้สร้างแอสการ์ดเสร็จแล้ว เหล่าทวยเทพก็ได้ประชุมกันว่าจะปกครองเหล่ามนุษย์อย่างไรดี รวมถึงสิ่งที่ต้องกระทำเกี่ยวกับสงครามอันยาวนานกับพวกยักษ์ ซึ่งบริเวณข้างเทพสถานนั้นมีที่พำนักของสตรีประหลาดสามพี่น้องผู้มีปัญญาเหนือและอำนาจเหนือยิ่งกว่าเทพโอดีน นั่นก็คือ คณะเทวี “เฟต” (fate) เทวีแห่งชะตากรรม (หรืออีกชื่อ นอร์น-The Norns) ซึ่งประกอบด้วยท้าวเธอ 3 องค์ คือ
 
 

อูร์ด (Urd) 
ผู้สร้างหน้ากระดาษในบันทึกชะตาแห่งชีวิตให้ทุกคนตั้งแต่เกิด
 
เวอร์ดานดี (Verdandi)
เทพลิขิตและปัจจุบัน ผู้บันทึกชะตาแห่งชีวิต เป็นการกำหนดโชคชะตาให้ผู้คน
 
 
สกัลด์ (Skuld)
ผู้ที่ฉลาดและทรงอำนาจที่สุด ผู้ถือกรรไกรคอยตัดหน้าบันทึกชะตาชีวิต เมื่อเจ้าของบันทึกนั้นสิ้นอายุขัย สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ ซึ่งแม้แต่มหาเทพโอดีนก็ยังไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดีสกัลด์ยังเป็นเทพที่อารมณ์ไม่แน่นอน มีฤทธิ์สามารถลบคำทำนายของอูร์ดและเวอร์ดานดีได้

 

 


 

คณะเทวีเฟต (จากซ้ายไปขวา - อูร์ด,เวอร์ดานดิ,สกุลด์)

 

             ว่ากันว่า ชีวิตมนุษย์รวมถึงเหล่าเทพเจ้าล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินของเฟต โดยไม่อาจฝืน นางเที่ยงตรงและแม่นยำที่สุด แม้บางคนจะได้รับคำทำนาย หรือรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น และพยายามป้องกันเหตุร้ายที่ไม่พึงปรารถนา แต่ถึงท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวงล้อแห่งชะตากรรม

            คณะเทวีเฟตทั้งสาม ล้วนแล้วแต่เป็นสาวพรหมจรรย์ได้อาศัยอยู่ภายในโพรงของต้นอิกดราซิล หรือที่พวกนางเรียกว่าต้นไม้แห่งชะตาลิขิต (tree of destiny) ซึ่งในโพรงนั้นนอกเหนือจากจะเก็บบันทึกชะตามนุษย์และหนังสือเทพทำนายของ วอลวา Völva แล้ว ยังเก็บรวบรวมองค์ความรู้ทุกศาสตร์ ทุกแขนงของโลกทั้งหมดที่โอดีนได้รับ

            สถานที่แห่งนั้นจึงถูกเรียกขานว่า “ห้องสมุดโลก” หน้าที่หนึ่งของคณะเทวีเฟตนอกเหนือจากการตัดสินชะตากรรมของมนุษย์แล้ว คือการปกปักรักษาห้องสมุดโลกและหนังสือเทพทำนายให้พ้นจากมือของผู้อื่นด้วย พวกนางได้บอกเรื่องราวของวันโลกาวินาศ ที่รู้จักกันในชื่อ แร็คนาร็อค (Ragnarok) ให้แก่เทพโอดีน
            เมื่อโอดีนล่วงรู้ถึงวันโลกาวินาศซึ่งเป็นวันที่เหล่าทวยเทพเจ้า เรียกว่า แอซิร์ (Æsir) ได้ทำสงครามขั้นแตกหักกับเหล่ายักษ์อสูร เรียกว่า โยตุนส์ (Jotuns)  ที่นำโดยเทพมารโลกิ (Loki) ซึ่งเป็นวันอวสานของโลก วันแห่งจุดจบของการแข่งขันระหว่างความดีและความชั่ว 

            ชะตาลิขิตแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้เทพโอดีนจะทราบแก่ใจว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดสงครามแร็คนาร็อคได้แต่พระองค์ก็ไม่ต้องการเร่งจุดจบให้เร็ว เพื่อการนั้นเทพโอดีนจึงต้องเตรียมการต่างๆให้พร้อมเพื่อที่จะได้มีนักรบผู้กล้ามารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาในสงครามครั้งสุดท้าย พระองค์จึงได้ทรงจัดตั้งกองทัพเทพธิดาวัลคีรี (Valkyrie) ขึ้น 

           เทพวัลคีรีนั้นแท้จริงแล้วคือสาวพรหมจรรย์ซึ่งมีฐานะกึ่งเทพ หน้าที่ของวัลคีรีคือออกตามหาวิญญาณนักรบผู้กล้าเพื่อทำพันธะสัญญาในการออกรบร่วมกับกองทัพเทพโอดีนเมื่อถึงเวลาแห่งแร็คนาร็อค วิญญาณนักรบพวกนี้เรียกกันว่าพวกเอนเฮเรียร์ ซึ่งจะสถิตอยู่ ณ วังวัลฮัลลา (Valhala) ซึ่งเป็นราชวังของทวยเทพ รอเวลาคืนชีพอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันแห่งแร็คนาร็อคมาถึง


เหล่าเทพธิดาวัลคีรีย์ (Valkyrie)
 

            ไม่เพียงเท่านั้น โอดีนยังได้ครุ่นคิดถึงหนทางที่จะผัดผ่อนให้สงครามเกิดขึ้นล่าช้า เพื่อให้ทรงทราบวิธี พระองค์จึงทรงทรมานพระองค์เองโดยผูกเท้าข้างหนึ่งกับต้นอิกดราซิล (พฤกษาโลก) อยู่ 9 วัน 9 คืน จนสิ้นพระชนม์ แต่แล้วก็ทรงฟื้นชีพคืนขึ้นมาใหม่พร้อมกับสรรพวิชาความรู้ (การแขวนคอเช่นนี้ กลายเป็นประเพณีภายหลัง มีการพบศพอยู่ในปลักตมที่จัตแลนด์ เรียกว่า ศพมนุษย์โทลลัน ลักษณะถูกแขวนคอตาย ทำให้คิดถึงการบูชายัญพลีแก่โอดินเมื่อฝ่ายตรงข้ามชนะศึก) ในที่สุด โอดีนก็ได้ล่วงรู้ ความรู้ทุกศาสตร์ทุกแขนง รวมถึงวิธีที่จะถ่วงเวลาในการเกิดสงครามแร็คนาร็อคให้ล่าช้า

            วิธีนั้นคือการสร้างมนตราพันธะศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ในการกักขังเทพมารโลกิซึ่งภายหลังจะเป็นผู้นำทัพฝ่ายอสูรในสงครามสงครามแร็คนาร็อค  หากสามารถกักขังเทพมารโลกิได้นานเท่าไร เวลาแห่งแร็คนาร็อคก็จะเลื่อนออกไปนานเท่านั้น

            เพื่อการนั้นเทพโอดีนได้ทรงประดิษฐ์อักษรศักดิ์สิทธิ์ 24 ตัวที่เรียกว่าอักษรรูนส์ (Runes) เพื่อใช้ในการสร้างมนตราพันธะศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “พันธะศักดิ์สิทธิ์แห่งโอดีน” (The Mantra Sacrament of Odin)  ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผนึกเทพที่แข็งแกร่ง เฉพาะผู้ที่มีอำนาจใกล้เคียงหรือมีชะตาเหนือกว่าพระองค์เท่านั้นจึงจะปลดผนึกดังกล่าวได้
            จากนั้นจึงนำเหล่าทัพทวยเทพแอซิร์ออกจับกุมเทพมารโลกิ และได้กักขังโลกิเข้ากับแผ่นหินใหญ่สามแผ่นในถ้ำแห่งหนึ่งพร้อมทั้งผนึกวิญญาณของเทพมารโลกิด้วยมนตราพันธะศักดิ์สิทธิ์ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งภายหลังถูกเรียกว่า หนังสือเทพทำนายของ วอลวา Völva (คนทรงผู้หญิง) ซึ่งภายในจะบรรจุวิญญาณของเทพมารโลกิที่ถูกกักขังไว้ เพื่อป้องกันคนอื่นใดมาปลดผนึกวิญญาณของเทพมารโลกิ เทพโอดีนจึงได้มอบหนังสือเทพทำนายดังกล่าวให้คณะเทวีเฟต เทวีแห่งชะตากรรมทั้งสามเป็นผู้ดูแล

อักษรรูนส์ทั้ง 24 ตัวอักษร (Runes)

            แม้ว่า หนังสือเทพทำนายของวอลวาจะถูกเก็บไว้เป็นความลับสูงสุด แต่ในที่สุดบุตรทั้ง 3 ตนของโลกิคือ หมาป่าเฟนริล์, งูยักษ์มิดกาดโซรุม และเฮล เทวีแห่งอาณาจักรคนตาย  ก็ทราบเรื่องจนได้
            บุตรทั้งสามของเทพมารโลกิจึงวางแผนการณ์ที่จะแย่งชิงหนังสือเทพทำนายมาจากคณะเทวีเฟตในห้องสมุดโลกเพื่อที่จะปลดผนึกวิญญาณของบิดาตนออก แต่ปรากฏว่าไม่สามารถปลดผนึกของโอดีนได้  

            เฮล หนึ่งในบุตรีของเทพมารโลกิจึงหลอกเจ้าชายวิดาร์ (Vidar) เจ้าชายหนุ่มแห่งแคว้นอัลโทเรีย (Altoria) ซึ่งในเวลานั้นสูญเสียอัลเซสทิส (Alsestis) ผู้เป็นภรรยาไป เฮลอ้างว่าสามารถนำวิญญาณของนางกลับมาจากโลกแห่งความตายได้เป็นข้อแลกเปลี่ยน
            ด้วยความหลงผิดวิดาร์จึงได้แอบนำหนังสือเทพทำนายและปลดผนึกของโอดีนออก ในวินาทีที่ผนึกโอดีนเปิดออก สัญลักษณ์ตัวอักษรรูนส์ที่จดจารึกมนตราพันธะศักดิ์สิทธิ์ ในหนังสือทั้ง 24 อักษรก็แยกกระจายไปตกตามที่ต่างๆในโลกทั้งเก้า พร้อมๆกับวิญญาณของเทพมารโลกิที่ฟื้นกลับมา

            ฝ่ายวิดาร์ เมื่อเห็นแบบนั้นก็ทราบว่าตนเป็นฝ่ายถูกหลอกใช้ และวิญญาณของอัลเซสทิสก็ยังคงอยู่กับเฮล ด้วยความสำนึกผิดและเสียใจที่ภรรยาตนไม่อาจกลับคืนจากโลกแห่งความตายได้ วิดาร์จึงตัดสินใจปลิดชีพตัวเองตามภรรยาไป
            ส่วนเทพโอดีนเมื่อทราบเรื่องจึงหาทางที่จะรวบรวมสัญลักษณ์อักษรรูนส์ทั้ง 24 อักษรเพื่อผลึกวิญญาณของเทพมารโลกิไว้อีกครั้งและทำให้หนังสือเทพทำนายสมบูรณ์ดังเก่า แต่ก็จนใจเพราะผู้ที่จะปิดผนึกแห่งโอดีนได้ ต้องเป็นคนคนเดียวกันกับที่เปิดหนึกเท่านั้น 

            โอดีนจึงได้เดินทางไปยังที่พำนักของคณะเทวีเฟต เพื่อหวังจะใช้พลังของสกุลด์ในการตามหาวิดาร์ที่กลับชาติไปเกิดใหม่ในอนาคต และมีความเป็นไปได้สูงที่อักษรรูนส์ทั้ง 24 อักษรจะกระจัดกระจายอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
            เมื่อสกุลด์ใช้พลังแห่งอนาคตค้นหาก็พบว่าวิดาร์กลับชาติมาเกิดใหม่ในยุคอนาคตภายใต้ชื่อ ภาสกร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาลัยพัฒนศาสตร์ 

            เวอร์ดานดีจึงตกลงให้ความช่วยเหลือโอดีน โดยสร้างศิลาปริศนาพันปี (Thousand years Mystery Stone) เพื่อใช้ในการเดินทางข้ามหัวเวลาในอนาคตหรืออดีตให้กลับมายังยุคปัจจุบัน (คือยุคของเทพโอดีน)

จอมเทพโอดิน (Odin)

            วันหนึ่งทางชมรมห้องสมุดที่ภาสกรเป็นสมาชิกอยู่ ได้มีกิจกรรมเข้าร่วมงานนิทรรศการประวัติศาสตร์อักษรโลก ซึ่งเป็นนิทรรศการที่รวมรวมวัสดุอักษรนับตั้งแต่มีมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติและหนังสือหายากจากทั่วโลกมาแสดง อาทิ กระดาษปาปิรัสของอียิปต์, แผ่นศิลาของชนเผ่ามายา, แผ่นไม้แกะสลักอักษรโบราณของอินคา, ฯลฯ

            ณ ที่นั้น ภาสกร ได้พบกับแผ่นศิลาจารึกโบราณที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณ ซึ่งเป็นแผ่นศิลาปริศนาพันปี (เวอร์ดานดีได้สร้างไว้ เพื่อให้วิดาร์ในปัจจุบันชาติได้พบกับเวอร์ดานดี อันจะช่วยเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้) และพบว่ามีเสียงเรียกชื่อเขาจากแผ่นศิลาแผ่นนั้น หลังจากสัมผัสแผ่นศิลาแล้ว เขาและเพื่อนๆก็ถูกดึงไปสู่มิติลึกลับ เมื่อรู้สึกตัวก็พบว่าได้อยู่ในต้นไม้โลกที่รายล้อมไปด้วยหนังสือนานาชนิด ณ ที่นั้นคือ ห้องสมุดโลกที่อยู่ของเทวีเฟตทั้งสามนั้นเอง

            ภาสกรได้พบกับเวอร์ดานดีอีกครั้ง และพระนางได้อธิบายถึงอดีตชาติและภารกิจของภาสกรในการเดินทางไปในโลกทั้งเก้าเพื่อรวบรวมอักษรรูนส์ทั้ง 24 อักษรและนำกลับมารักษาที่ห้องสมุดโลกตามเดิม ภาสกรและเพื่อนๆจึงออกเดินทางกัน

            ทว่าทางฝั่งเทพมารโลกิเมื่อทราบเช่นนั้นก็ได้ส่งพลพรรคและลูกๆของตนเพื่อออกขัดขวางภาสกรมิให้รวบรวมอักษณรูนส์ได้สำเร็จ การผจญภัยแห่งโชคชะตาที่มีโลกเป็นเดิมพันได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!